เรื่อง สุดยอดอิทธิฤทธิ์ หลวงปู่ศุข วัดคลองมะขามเฒ่า
หลวงปู่ศุข เกสโร วัดปากคลองมะขามเฒ่า เกิดปีวอก ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) ครอบครัวของท่านเป็นชาวนา เมื่อท่านมีอายุ ๗ ขวบ บิดาได้นำตัวไปฝากไว้ที่วัดปากคลองมะขามเฒ่าเพื่อให้ได้เล่าเรียนเขียนอ่าน กระทั่งแตกฉานทั้งหนังสือไทยหนังสือขอม
หลวงปู่ศุขกลับมาอยู่บ้าน เมื่อเป็นหนุ่มแล้ว และมีคู่ครองกับสาวงามคนหนึ่ง มีลูกชาย ด้วยกันหนึ่งคนชื่อ สอน เกศเวช สุริยา ครั้นอายุครบบวช ท่านก็อุปสมบท เป็นพระภิกษุ ณ วัดปากคลองมะขามเฒ่า ศึกษาทั้งพระปริยัติและปฏิบัติได้ระดับหนึ่ง ก็ออก จาริกธุดงค์ แสวงหาพระอาจารย์ และโมกขธรรม หลายปีดุจสาบสูญ เพราะไม่กลับ วัดปากคลองมะขามเฒ่าเลยตั้งแต่ออกธุดงค์
เมื่อหลวงปู่ศุข กลับคืนลำเนาบ้านเกิด ภูมิจิตรภูมิธรรม ของท่านก็บรรลุถึงขั้น เป็นอัศจรรย์ และว่ากันว่าท่านสำเร็จกสิณ ๑๐ แสดงฤทธิ์อภิญญาได้อย่างมหัศจรรย์ เมื่อหลวงปู่ศุขกลับมาอยู่วัดปากคลองมะขามเฒ่า และดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ท่านก็ได้บูรณปฏิสังขรณ์วัดให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับ
หลวงปู่ศุข เกสโร เป็นพระอาจารย์ที่เคารพศรัทธาที่สุดของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระบิดาแห่งกองทัพเรือ การที่กรมหลวงชุมพรฯ มีโอกาสมอบตัวเป็นศิษย์ หลวงปู่ศุข จะกล่าวว่าเป็นเพราะมีกรรมผูกพันต่อกัน แต่ปางก่อนก็คงไม่ผิดนัก ทั้งนี้เนื่องจาก กรมหลวงชุมพรฯ มิได้มีจุดประสงค์เจตนามุ่งตรงไปนมัสการหลวงปู่ศุข หากบังเอิญผ่านไปพบท่านโดยบังเอิญ กล่าวคือ......
เมื่อครั้ง พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เสด็จไปตากอากาศทางภาคเหนือ พระองค์เสด็จทางเรือ ล่องไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา โดยใช้เรือกลไฟลากจูงเรือประเทียบ ที่พระองค์ประทับและหม่อม พร้อมทหารมหาดเล็ก เมื่อตอนเสด็จกลับ พระองค์สั่งให้เข้าทางแม่น้ำท่าจีน ขณะล่องเรือมาถึง หน้าวัดปากคลองมะขามเฒ่า เครื่องยนต์เรือกลไฟ เกิดขัดข้องขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทำให้แล่นต่อไปไม่ได้ จะแก้ไขอย่างไรก็ไม่ติด พวกทหารเรือมหาดเล็กจึงช่วยกัน ชะลอเรือ เข้าเทียบท่าหน้าวัดปากคลองมะขามเฒ่า เพื่อแก้ไขเครื่องยนต์

การที่เครื่องยนต์เรือกลไฟเสีย เป็นการแสดงฤทธิ์ของหลวงปู่ศุข ซึ่งขณะนั้นท่านนั่งอยู่ตรงศาลาท่าน้ำ และกำลังให้เด็ก ตัดหัวปลีกล้วย มากองตรงหน้า เมื่อได้หัวปลีกองใหญ่หลวงปู่ศุขก็เดินไปนั่งข้าง ๆ กองหัวปลี หยิบหัวปลีขึ้นมาทีละหัว เอามือลูบ แล้ววางลง หัวปลีนั้นก็กลายเป็นกระต่ายสีขาวน่ารัก กระโดดโลดเต้นไปมา หลวงปู่ศุขทำให้หัวปลีทั้งกอง กลายเป็นกระต่ายฝูงใหญ่ กระโดดไปมาเต็มหน้าศาลาด้วยฤทธิ์ทางใจของท่าน เหตุการณ์ อัศจรรย์ทั้งหมดนี้ กรมหลวงชุมพรฯ ทรงเห็นโดยตลอด ด้วยความมหัศจรรย์พระทัยอย่างยิ่ง หลังจากหลวงปู่ศุข ปล่อยให้ฝูงกระต่ายขาวโลดเต้นสักพักหนึ่ง ท่านก็เรียกกระต่ายขาว มาหาทีละตัว ช้อนมันขึ้นมา เอามือลูบหลังเบา ๆ พอวางกระต่ายลงก็กลายเป็นหัวปลีดังเดิม ในที่สุดกระต่ายทั้งหมด ได้กลายเป็น หัวปลีกองอยู่ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ จึงเสด็จขึ้นจากเรือพร้อมทหารเรือมหาดเล็ก ดำเนินมานมัสการหลวงปู่สุข พูดคุยสนทนากับท่านและขอฝากตัวเป็นศิษย์




กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์เป็นพระราชโอรส ในพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่พระองค์ไม่ถือพระองค์ ว่าเป็นลูกเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน รู้จักนอบน้อมถ่อมตน เป็นที่ถูกอัธยาศัยของหลวงปู่ศุขอย่างยิ่ง

หลวงปู่ศุขได้ถาม กรมหลวงชุมพรฯว่า อยากเห็นท่านทำให้คนกลายเป็นจระเข้หรือไม่ กรมหลวงชุมพรฯ ตอบว่าอยากเห็น ท่านจึงให้คัดมหาดเล็ก ที่มีรูปร่างล่ำสันแข็งแรง มาคนหนึ่ง กรมหลวงชุมพรฯ ได้รับสั่งให้พลทหารจ๊อกเป็นผู้อาสา หลวงปู่ศุข บอกให้ หาเชือกมะนิลาขนาดเขื่องมาหนึ่งเส้นและมัดเอวพลทหารจ๊อกไว้ ปลายเชือกอีกด้าน ท่านถือเอาไว้ จากนั้น ก็พาไปยังสระน้ำของวัด ให้พลทหารจ๊อกนั่งคุกเข่าลงข้าง ๆ สระพร้อมกับหลับตาพนมมือแล้วหลวงปู่ศุข ก็สงบจิตหลับตานิ่ง สู่ภูมิแห่งสมาธิ อธิษฐานจิต ให้เกิดฤทธิ์ทางใจอันแก่กล้า จากนั้นท่านก็เอื้อมมือข้างหนึ่งตบหลังพลทหาร ร่างของพลทหารจ๊อก ก็ถลาหล่นตูมลงไปในสระ

พลันนั้น....ความมหัศจรรย์อันเหลือเชื่อก็เกิดขึ้นเบื้องหน้าสายตาของทุกคน นั่นคือเมื่อร่าง ของพลทหารจ๊อก จมหายไปในน้ำ และผุดโผล่ขึ้นมาใหม่ กลายเป็นจระเข้ตัวใหญ่ดำผุดดำว่าย ฟาดหัวฟาดหางตูมตามน้ำแตกกระจาย ทำให้กรมหลวงชุมพรฯ และพลทหารมหาดเล็กตื่นเต้นเหลือจะกล่าว

หลวงปู่ศุขให้ทุกคนได้ชมจระเข้พลทหารจ๊อกพอสมควรแล้ว ก็ยื่นปลายเชือกให้พวกทหารถือไว้ สั่งว่าให้ดึงเชือก ที่ผูกเอว จระเข้ตึง ๆ อย่าให้จระเข้ดำลงไปกบดานได้ แล้วท่านก็เดินไปยังกุฏิ เอาน้ำใส่ในบาตรทำพิธี อธิษฐานจิต ลงไปยังน้ำในบาตร เสร็จแล้ว ก็ประคองบาตรน้ำพระพุทธมนต์มาที่ริมสระ แล้วรดน้ำพระพุทธมนต์ไปที่ร่างของจระเข้ตั้งแต่หัวจรดหาง จระเข้ใหญ่ ก็ดำน้ำลงไป ครั้นโผล่ขึ้นมากลายเป็นพลทหารจ๊อกมีเชือกผูกติดเอวอยู่เช่นเดิม

ทันทีที่ร่างกายคืนสภาพกลับเป็นคนเช่นเม พลทหารจ๊อกก็สาวเชือกผูกเอวขึ้นมาจากสระ มีการสอบถามกันขรมว่า ขณะที่เป็นจระเข้ มีความรู้สึกนึกคิดอย่างไร พลทหารจ๊อกได้เล่าให้ฟังว่า ตอนที่หลวงปู่ศุขบอกว่าจะเสกตนให้กลายเป็นจระเข้ ก็ไม่เชื่อเท่าไหร่ เพราะคนจะกลายเป็นจระเข้ นั้นเป็นไปไม่ได้เลย ครั้นถูกหลวงปู่ศุขท่านตบลงที่กลางหลัง มีความรู้สึกเหมือนกับถูกผลัก ให้ลอยละลิ่วลงไปในสระ ขณะนั้นมีอาการขนลุกขนพองสยองเกล้าบอกไม่ถูก เมื่อร่างกายสัมผัสน้ำ พลันเกิดความรู้สึกว่ามีพละกำลัง เกิดขึ้นอย่างมากมาย ไม่รู้ว่ากำลังมาจากไหน ตนจึงดำผุดดำว่ายเล่น อย่างสนุกสนาน แต่ก็เกิดความสงสัยอยู่อย่างหนึ่ง คือคนที่มุงดู อยู่รอบสระทำไมถึงได้ แสดงอาการตื่นเต้นตะลึงตาค้างเป็นแถว ทั้ง ๆ ที่เหลือบมองดูตัวเองก็เห็นแขนขาเป็นปกติทุกอย่าง ร่างกาย ก็เป็นคนเช่นเดิม ไม่เห็นเปลี่ยนเป็นจระเข้ ตามคำพูดของหลวงปู่ศุข จิตใจรู้สึกเฉย ๆ สบายดี ไม่เห็นตื่นเต้น เหมือนกับพวกที่อยู่บนฝั่ง

การที่หลวงปู่ศุขแสดงฤทธิ์ได้เช่นนี้ ท่านอาศัยจิตภาวนาอันเป็นขั้นสุดยอดแห่งสมถกรรมฐานระดับฌาน หรือที่เรียกว่า "ฌานสมาบัติ" จนมีความชำนาญอย่างยิ่งในเรื่องของวสีเครื่องอาศัยเหล่านี้เอง จึงปรากฏว่าหลวงปู่ศุข สามารถบรรลุธรรมขั้นสูง ที่เรียกว่า อภิญญาญาณ

จากนั้นหลวงปู่ศุข ท่านจะอธิษฐานฤทธิ์ ด้วยวิธีการหรือความต้องการใด ๆ ก็จะปรากฏผลดังจิตปรารถนาได้อย่างฉับพลัน ซึ่งนอกจากจะมีความคล่องแคล่วว่องไวแล้ว ยังทรงอานุภาพสูงยิ่ง เพียงแค่ชั่วกะพริบตาเดียวก็จะบรรลุผลทันที.....
คัดลอกจากหนังสือ ฤทธิ์อภิญญา-พระอภิญญาณ
รวบรวม-เรียบเรียงโดย นที ลานโพธิ